วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เครื่องสตาร์ตไม่ติด - ต้องบอกช่างละเอียดกว่านี้


เมื่อเครื่องของรถมีปัญหา เครื่องสตาร์ตไม่ติด หลายคนนึกว่าบอกแค่นี้พอ ทั้งที่จำเป็นต้องมีการสื่อสารเพื่อบอกช่างหรือขอควา มช่วยเหลือที่ละเอียดกว่านี้ เพราะแค่บอกว่าเครื่องสตาร์ตไม่ติด จะไม่สามารถสื่อถึงอาการของปัญหาที่แท้จริงได้

++ ไม่ใช่ช่าง จึงไม่รู้เรื่องกลไก++


เจ้าของรถหรือผู้ขับส่วนใหญ่ ไม่มีความรู้เรื่องกลไกในรถ หรือรู้ก็แค่งูๆ ปลาๆ รู้ตัวดีว่าไม่ใช่ช่าง เมื่อรถเกิดปัญหาหรือเสียก็หัวเสียพออยู่แล้ว คิดแต่เพียงว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร และเมื่อเจอใครที่พอลุ้นว่าจะช่วยได้ ก็จะรีบบอกอาการของปัญหาสั้นๆ ว่า เครื่องสตาร์ตไม่ติด โดยไม่บอกถึงรายละเอียดว่าเครื่องไม่ติดแบบไหน เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ใช่ช่าง จะไปรู้อะไรละเอียดได้อย่างไร ถ้ารู้มากก็คงซ่อมเองไปแล้ว

ในความเป็นจริง เมื่อรถเสีย ควรพยายามดูและบอกถึงอาการของปัญหาที่เกิดขึ้นให้ละเ อียดที่สุด เพื่อให้ช่างหรือใครที่จะช่วย สามารถวิเคราะห์ถึงปัญหาตีวงแคบเข้ามาได้ การบอกถึงอาการเสียอย่างละเอียด เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ เพราะไม่ใช่เป็นการพยายามแก้ไขปัญหาที่ตนเองไม่ถนัด


++ เครื่องสตาร์ตไม่ติด มีหลายอาการแตกต่างกัน++

แม้คำว่าเครื่องสตาร์ตไม่ติด ดูเหมือนจะมีอาการเดียว คือ เมื่อบิดกุญแจแล้ว เครื่องไม่ทำงานตามปกติ ไม่สามารถขับรถออกไปได้ในความเป็นจริง เครื่องสตาร์ตไม่ติด มีหลายอาการที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ

1. บิดกุญแจแล้วเครื่องไม่หมุน มีเสียงดังแชะๆ หรือไม่ดังเลย
2. บิดกุญแจแล้วเครื่องหมุนอืดๆ ช้ากว่าปกติ แล้วก็ไม่ยอมทำงานเอง หมุนได้อืดๆ จากแรงของไดสตาร์ตเมื่อบิดกุญแจค้างอยู่เท่านั้น
3. บิดกุญแจแล้วเครื่องหมุนเร็วตามปกติด้วยแรงของไดสตาร ์ต แต่ไม่หมุนเอง ปล่อยกุญแจแล้วก็หยุดหมุน

แต่ละอาการของปัญหา มีต้นเหตุและวิธีแก้ไข รวมถึงความยากง่ายในการแก้ไขแตกต่างกัน


++ บิดกุญแจแล้วเครื่องไม่หมุนเลย หรือแค่ดังแชะๆ++

มีโอกาสเป็นปัญหาที่แบตเตอรีหรือไดสตาร์ต มักไม่ใช่ปัญหาที่ตัวเครื่องตรวจสอบไฟในแบต
เตอรีได้คร่าวๆ โดยเปิดไฟหน้าหรือบีบแตรดูอาการว่าปกติหรือไม่ แบตฯ อาจอ่อนจนเกือบหมด ทำให้หมุนไดตาร์ตไม่ไหว ได้แค่กระตุ้นตัวโซลินอยด์เบาๆ แต่หมุนไม่ไหว จึงมีแค่เสียงแชะๆ หากแบตเตอรีมีไฟ ไดสตาร์ตอาจเสีย มีทั้งแบบเสียเลย ต้องถอดไดสตาร์ตออกซ่อม หรือแค่สกปรกภายใน ลองหาอะไรเคาะที่ตัวไดสตาร์ตก่อน ถ้าแค่สกปรกก็อาจทำงานได้ แต่ต้องถอดเพื่อตรวจสอบในภายหลัง แต่ถ้าเคาะและยังไม่ทำงาน ก็ต้องถอดซ่อม อาการเสียแบบนี้ ถ้าเป็นระบบเกียร์ธรรมดา สามารถเข็นและเข้าเกียร์ 2 ถอนคลัตช์ กระตุกติดเครื่องได้

ถ้าแบตเตอรีไฟอ่อนหรือหมด ปัญหาอยู่ที่แบตฯีเสื่อมเก็บไฟไม่อยู่ หรือไดชาร์จไม่ปกติ สามารถพ่วงแบตฯ จากภายนอก เพื่อสตาร์ตเครื่องให้ติดได้ เมื่อเครื่องทำงานแล้ว ให้ดูไฟรูปแบตเตอรีที่หน้าปัดว่าสว่างหรือเรื่อๆ หรือไม่ ถ้ามี แสดงว่าระบบไดชาร์จไม่ปกติ ใช้แต่ไฟจากแบตฯ จนอ่อนลงเรื่อยๆ เมื่อไรที่ไฟไม่พอสำหรับอุปกรณ์สำคัญ เครื่องก็จะดับแต่ถ้าไฟรูปแบตเตอรีมืด แสดงว่าการชาร์จไฟปกติ ถึงแบตฯ จะเสื่อม แต่ถ้าไม่ทำให้เครื่องดับ ก็สามารถขับไปได้เรื่อยๆ


++บิดกุญแจแล้วเครื่องหมุนอืดๆ ไม่ยอมทำงานเอง++

พอจะได้ยินเสียงไดสตาร์ตและการหมุนของเครื่อง แต่เป็นการหมุนช้าๆ อืดๆอาการนี้มักจะมีปัญหามาจากแบตเตอรีไฟอ่อน ทั้งแบตฯ เสื่อม หรือไดชาร์จไม่ปกติ ไม่ใช่ปัญหาหาที่ตัวเครื่องอาการเสียแบบนี้ถ้าเป็นระ บบเกียร์ธรรมดา สามารถเข็นและเข้าเกียร์ 2 ถอนคลัตช์ กระตุกติดเครื่องได้ หรือถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติก็สามารถพ่วงแบตเตอรีจากภ ายนอก เพื่อสตาร์ตเครื่องให้ติดได้

เมื่อเครื่องทำงานแล้ว ให้ดูไฟรูปแบตเตอรีที่หน้าปัด ว่าสว่างหรือเรื่อๆ หรือไม่ ถ้ามี แสดงว่าระบบไดชาร์จไม่ปกติ ใช้แต่ไฟจากแบตฯ ีจนอ่อนลงเรื่อยๆ ไม่นานเครื่องก็๋จะดับ ถ้าจะขับให้ได้ไกลหน่อย ก็ต้องหาแบตที่มีไฟมากๆ มาใส่หรือพ่วงไว้แต่ถ้าไฟรูปแบตเตอรีไม่สว่าง แสดงว่าการชาร์จไฟปกติ ถึงแบตฯ จะเสื่อม แต่ถ้าไม่ทำให้เครื่องดับ ก็สามารถขับไปได้เรื่อยๆ


++ บิดกุญแจแล้วเครื่องหมุนเร็วด้วยไดสตาร์ต แต่เครื่องไม่ทำงานเอง++

อาการนี้หลายคนเข้าใจผิดว่า แบตเตอรีเสียหรือไดสตาร์ตเสีย เตรียมหาแบตฯ มาพ่วง ทั้งที่ความจริง แบตฯ และไดสตาร์ตเป็นปกติ เพราะเมื่อบิดกุญแจแล้ว เครื่องหมุนได้เร็วด้วยไดสตาร์ต แต่เครื่องไม่สามารถทำงานได้เอง เมื่อปล่อยการบิดกุญแจเครื่องก็หยุดหมุนปัญหาอยู่ที่ ตัวเครื่อง เพราะแบตฯและไดสตาร์ตปกติดี ไม่ต้องเข้นกระตุกหรือหาแบตฯมาพ่วง ให้ตรวจสอบที่ตัวเครื่องยนต์ เช่น มีไฟมีเลี้ยงระบบหรือไม่ ปั๊มส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทำงานดีหรือเปล่า ฯลฯ โดยต้องตรวจสอบระบบต่างๆ ของเครื่องเพื่อหาปัญหาที่แท้จริงอาการนี้ มีแนวโน้มจะซ่อมในพื้นที่ซึ่งรถจอดเสียได้ยากกว่า 2 อาการแรก ที่ถ้าทำให้เครื่องหมุนได้เครื่องก็ทำงานเองได้ และสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบชั่วคราวได้ง่าย

แค่กระตุกรถหรือพ่วงแบตเตอรีก็น่าจะไปได้เครื่องหมุน จี๋ด้วยไดสตาร์ต แต่เครื่องไม่ทำงานเอง เป็นปัญหาที่เครื่อง ไม่เกี่ยวกับไดสตาร์ตและแบตฯ หลายกรณีที่พบ อาจไม่สามารถซ่อมบริเวณที่รถจอดอยู่ได้อย่างสะดวก ต้องยกหรือลากรถไปซ่อมต่อไป

++ อาการเครื่องไม่ติด ตั้งสติค่อยๆ ดูว่าอาการจริงเป็นเช่นไร เพื่อบอกช่างหรือคนที่มาช่วยได้ละเอียด เพราะอาจไม่ใช่ปัญหาจากแบตหรือไดสตาร์ตผิดปกติเสมอไป ++

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

อัตราค่าปรับ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 (รู้ไว้เผื่อโดนฟันเกินราคา)

อัตราค่าปรับ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522

ข้อกล่าวหา ค่าปรับ

ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร 300 บาท

ฝ่าฝืนสัญญาณมือ 300 บาท

ขับรถไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย 200 บาท

ขับรถในลักษณะกีดขวางการจราจร 400 บาท

ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียว 400 บาท

แซงรถในที่คับขัน 400 บาท

เลี้ยวหรือกลับรถในที่ที่มีเครื่องหมายห้าม 400 บาท

กลับรถในที่คับขัน ทางร่วม ทางแยก 400 บาท

ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 200 บาท

จอดรถในที่ที่มีเครื่องหมายห้าม 200 บาท

จอดรถซ้อนคัน 200 บาท

ไม่สวมหมวกนิรภัย 200 บาท

ฝ่าฝืนเครื่องหมายห้ามเข้า 200 บาท

ไม่ขับรถตามทิศทางที่กำหนด (ย้อนศร) 200 บาท

เดินรถผิดช่องทางเดินรถ 400 บาท

จอดรถไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย 400 บาท

ใช้วัสดุกรองแสงผิดกฎหมาย 400 บาท



อัตราค่าปรับ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522

ข้อกล่าวหา ค่าปรับ

ใช้รถที่ยังไม่จดทะเบียนเสียภาษี 1,000 บาท

ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 200 บาท

อุปกรณ์ไม่ครบถ้วน 200 บาท

เปลี่ยนแปลงสภาพรถ 1,000 บาท

ขาดต่อภาษีประจำปี 200 บาท

ไม่มีใบอนุญาติขับขี่ 200 บาท

ขับรถที่มีไว้เพื่อการขายหรือเพื่อซ่อมในเวลากลางคืน 200 บาท

ใช้รถไม่ตรงกับประเภทที่ได้จดทะเบียนไว้ 200 บาท

ไม่มีสำเนาภาพถ่ายคู่มือการจดทะเบียนรถ 200 บาท

เปลี่ยนแปลงสี, เครื่องยนต์ ไม่แจ้งต่อนายทะเบียน 1,000 บาท

ใช้โคมไฟหน้า,ไฟท้าย,ไฟเลี้ยว ไฟตัดหมอก (ไฟสปอร์ไลท์)

ผิดกฎกระทรวง 200 บาท

ปิดบังแผ่นป้ายทะเบียนทั้งหมดหรือบางส่วนของแผ่นป้าย ทะเบียน 200 บาท

ไม่ติดแผ่นป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีประจำปี 200 บาท

ไม่ติดเครื่องหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสพภัย 1,000 บาท

ท่อไอเสียเสียงดัง 1,000 บาท

เครดิต http://www.hondaloverclub.com/forums/showthread.php?t=7153

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

ปัญหายอดฮิตของระบบเบรก

เบรกตื้อ เป็นอาการที่เวลาเหยียบเบรก แล้วรู้สึกว่า เบรกมันไม่ค่อยอยู่ เบรกแข็งๆ ต้องออกแรงเหยียบเบรกมากๆ อาการเบรกตื้อ เกิดมาจากหลายสาเหตุ เช่น แรงดูดสุญญากาศของหม้อลมน้อย เพราะปั้มตูดไดชาร์จเสีย หรือผ้าในหม้อลมรั่ว วาล์ว PVC หรือ Combo Vale เสีย สายลมรั่ว
เบรกต่ำ เวลาเหยียบเบรกแล้วรู้สึกว่า แป้นเบรกจมลงต่ำกว่าปรกติ เหยียบค้างไว้เบรกค่อยๆจมลงๆ เป็นอาการของเบรกต่ำ ส่วนมากเกิดมาจาก ลูกยางแม่ปั้มเบรกบน มีอาการสึกหรอ หรือบวม ทำให้แรงดันเบรกลดลง ต้องออกแรงเบรกมากขึ้น หรือต้องเหยียบเบรกซ้ำๆกัน หลายๆครั้ง
เบรกติด อาการเหมือนรถมีอาการเบรกทำงานอยู่ตลอดเวลา รถจะตื้อ เบรกร้อนมีกลิ่นเหม็นไหม้ เบรกปัดซ้าย-ขวา รถวิ่งไม่ออก จอดแล้วเข็นรถไม่ได้ เป็นอาการของเบรกติด ส่วนมากเกิดจาก การลูกยางกันฝุ่นของแม่ปั้มเบรกเสีย ทำให้มีน้ำซึมเข้าไปในกระบอกเบรก จนเกิดสนิมติดขัด ลูกสูบเบรกไม่สามารถเคลื่อนตัวเข้าออกได้
การแก้ไข เปลี่ยนชุดซ่อมแม่ปั้มเบรกล่าง ถอดมาขัดสนิมออก ทั้งแม่ปั้ม และกระบอกเบรก หรือถ้ามีสนิมมากจนเกิดตามด จะทำให้น้ำมันเบรกรั่วซึมได้ ต้องเปลี่ยนลูกสูบเบรก หรือแม่ปั้มทั้งชุด

เบรกแตก คืออาการ เหยียบเบรกแล้ว แป้นเบรกที่ขาเบรกจม จนแป้นเบรกกระทบกับพื้นรถ หรือนิ่มหยุ่นๆก่อนแล้วจมลงติดพื้น เมื่อเหยียบเบรกแล้วรถยังคงวิ่งที่ความเร็วเท่าเดิม เหมือนไม่มีเบรก
สาเหตุ
1. เกิดจากรั่วของน้ำมันเบรก เช่นสายอ่อนเบรกแตก ท่อแป๊ปเบรกแตก หรือน้ำมันเบรกรั่วซึมมาเป็นเวลานาน ลูกยางแม่ปั้มเบรก และแม่ปั้มเบรกเก่า เสียหายจนน้ำมันเบรกรั่วไหลออกจนหมด
2. ผ้าเบรกหมด จนหลุดออก เป็นไปได้บ่อยครั้งที่ เวลาที่ผ้าเบรกหมดนานๆ และยังปล่อยไว้ไม่ได้รับการเปลี่ยน ผ้าเบรกจะบางมากจนหลุดออกจากฝักก้ามปูเบรก จะทำให้ลูกสูบเบรกหลุด เบรกจะแตกทันที
3. ส่วนประกอบในระบบเกิดการหลุดหลวม เกิดได้หลายสาเหตุ เช่นสากแป้นเบรก (ที่ตั้งได้ไขไม่แน่นหลุดเกลียว หรือไม่ได้ใส่สลักล็อค) น็อตยึดขาเบรกหลุด ฝักเบรก หรือคาริบเปอร์เบรกยึดไม่แน่น และส่วนประกอบต่างๆในระบบเบรกประกอบไม่แน่นหลุดออก
4. สายอ่อนเบรกแตก สายอ่อนที่เก่ามากๆ จะเกิดอาการบวม เวลาปกติก็ดูดี แต่พอเหยียบเบรกกลับ พองตัวเหมือนลูกโป่ง พวกนี้อันตรายมาก เวลาเหยียบเบรกเบาๆแรงดันน้ำมันเบรกต่ำก็รู้สึกดี แต่พอเวลาคับขัน เหยียบเบรกกะทันหันอย่างแรง สายอ่อนเบรกก็เกิดการรับแรงดันไม่ไหวแตกออก และการติดตั้งสายอ่อนเบรกไม่ดี เสียดสีกับล้อ และยาง หรือเสียดสีกับระบบช่วงล่างของรถ

เบรกหมด คืออาการ เบรกแล้วเกิดเสียงดัง เหมือนเหล็กสีกับเหล็ก เบรกลื่นๆ
เป็นอาการของเวลาที่ผ้าเบรกหมด ผ้าเบรกบางรุ่นจะมีส่วนที่เป็นตุ่มโลหะมาแตะกับจานเบ รกเพื่อให้เกิดเสียงดัง เป็นอาการส่งสัญญาณเตือน หรือติดตั้ง สวิทซ์ไฟโชว์ไว้ที่แผงหน้าปัด ต้องรีบเปลี่ยนโดยทันที เพราะจะทำให้ผ้าเบรกสีกับจนเบรกเสียหาย จนต้อเปลี่ยนจานเบรกใหม่ เสียเงินเพิ่มอีก
เบรกสั่น คืออาการที่เหยียบแล้ว แป้นเบรกเกิดอากาสั่นขึ้นๆลงๆ รู้สึกได้ด้วยเท้า รถที่เบรกสั่นมากๆจะรู้สึกสั่นถึงพวงมาลัย หรือเวลาเหยียบเบรก เกิดอาการสั่นสะท้านไปทั้งคัน
สาเหตุเกิดจาก จานเบรกเกิดการคดบิดตัว เพราะการใช้งานที่รุนแรงกินไป การลุยน้ำ (จานเบรกที่ร้อนจัด เวลาเจอน้ำมักจะบิดตัวได้ง่าย) ลูกปืนล้อหลวม น็อตล้อหลวม ผ้าเบรกสึกหรอไม่เท่ากัน อาการนี้เกิดได้ทั้งระบบดิสเบรก และดรัมเบรก
เบรกเสียงดัง อาการ มีเสียงดังที่เกิดขึ้นในขณะเบรก ส่วนมากเกิดมาจาก ผ้าเบรก และจานเบรก เช่นผ้าเบรกหมด จนเหล็กผ้าสีกับจาน จานเบรกเป็นรอยมากๆเนื่องจากฝุ่น และหินที่หลุดเข้าไปเสียดสี ต้องเจียรจานเบรกใหม่ แต่ถ้าผ้าเบรกก็ใหม่ จานเบรกก็เรียบดี เสียงที่ดังมักเกิดจาก เสียงของผ้าเบรกเอง ผ้าเบรกที่ผลิตไม่ได้มาตราฐาน อัดขึ้นรูปผิดพลาด จะเกิดรอยร้าว เป็นช่องว่างให้อากาศเข้าได้จะเกิดเสียงดัง แล้วอย่าหวังเลยครับว่าใช้ไปเรื่อยๆ แล้วเสียงจะหายเอง ถือว่าน้อยมาก การเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ถือว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดค รับ

เบรกเฟด คืออาการเบรกลื่นๆ เบรกไม่อยู่ในขณะที่ใช้ความเร็วสูง หรือติดต่อกันหลายๆครั้ง หรือใช้เบรกแบบหักโหม อาการนี้เกิดขึ้นเช่น เวลาที่ขับรถมาด้วยความเร็วสูงมากๆ พอแตะเบรกครั้งแรกก็เบรกอยู่ดี พอแตะเบรกอีกหลายๆทีกลับเกินอาการลื่นเหมือนยังไม่เห ยียบเบรกเลย ถือว่าน่ากลัวมาก
สาเหตุเกิดจาก ความร้อนของจานเบรกที่สูงเกินไป จานเบรกที่ใช้งานหนักอาจจะเกิดความร้อนสูงกว่า 1,000 องศา จานเบรกอาจเกิดการไหม้แดง เหมือนเหล็กถูกเผาไฟ และเกิดการขยายตัวมาก การระบายความร้อนของจานเบรกไม่ดี ผ้าเบรกที่มีคุณสมบัติในการทนความร้อนต่ำ จะเกิดการลุกไหม้เสียหาย ไม่สามารถจับจานเบรกให้อยู่ได้ รวมถึงน้ำมันเบรกที่คุณสมบัติในการทนความร้อนต่ำ จะทำให้น้ำมันเบรกเดือด เกิดการขยายตัวเป็นฟองอากาศ ทำให้แรงดันไฮโดลิคลดต่ำลง
อาการเบรกเฟดนี้ ถือเป็นปัญหาของนักซิ่ง ที่ชอบใช้เบรกแบบรุนแรง เบรกบ่อยๆติดต่อกัน และ รถที่ขับด้วย ความเร็วสูง

การดูแลรักษาระบบเบรก และข้อควรระวัง
การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรก แม้ว่าจะไม่มีการรั่วหรือลดระดับลงอย่างใดก็ตาม น้ำมันเบรกควรได้รับการเปลี่ยนถ่ายปีอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพราะน้ำมันเบรกมีส่วนประกอบมาจากน้ำมันแร่ จึงมีการรวมตัวกับไอน้ำได้ง่าย ทำให้ระบบเบรกเกิดสนิม ความร้อนที่สูงเกินไปทำให้เกิดฟองอากาศในท่อน้ำมัน ฝุ่นผงที่สึกหรอของลูกยางเบรกจะเสียดสี กับแม่ปั้มเบรก ทำให้กระบอกเบรกเสียหายเร็วขึ้น น้ำมันเบรกต้องเลือกใช้ให้ตรงกับมารตราฐานที่ผู้ผลิต กำหนด เช่น DOT3 จะไม่สามารถนำน้ำมันเบรก DOT อื่นผสม หรือนำน้ำมันอื่นๆเติมแทน เพราะจะทำให้ลูกยางเบรกบวมได้
การเช็คระยะห่างผ้าเบรก ในระบบดรั้มเบรก ระยะห่างระหว่างผ้า และจานเบรกที่มากขึ้น จะสังเกตได้จากการเหยียบเบรกจะต่ำลง และการดึงเบรกมือที่สูงขึ้น ระดับน้ำมันเบรกลดต่ำลง ควรต้องทำการถอดจานเบรกมาทำความสะอาด เป่าฝุ่นทิ้ง และตั้งระยะผ้าเบรกให้ชิดขึ้น การตั้งจะใช้ไขควงเขี่ยเฟืองตั้งให้หมุนตามฟันตั้ง ด้านหลังจานเบรก ใส่ล้อไขให้แน่นแล้วหมุนสังเกตถ้าล้อเริ่มหมุนฝืดขึ้ น ถือว่าใช้ได้ ทำทั้ง 2 ล้อ หรือสังเกตจากเสียงแกรกๆ เวลาดึงเบรกมือควรจะอยู่ที่ 5 – 7 แกรก

การตรวจสอบผ้าเบรก ผ้าเบรกเป็นส่วนที่สึกหรอเร็วกว่าส่วนอื่น เพราะมีการเสียสีทั้งจานเบรก และฝุ่นต่างๆ ควรถอดเช็คเป็นประจำ สังเกตเปรียบเทียบกับผ้าเบรกของใหม่แกะกล่อง จะมีความหนาเป็น 100 % ผ้าเบรกที่ใช้แล้วความหนาจะลดลงเรื่อยๆ ในจุดที่ต่ำกว่า 40 – 30 % นั้นถือว่าไม่ปลอดภัย เพราะผ้าเบรกในช่วงที่เหลือน้อย การสึกหรอจะรวดเร็วกว่าหลายเท่าตัว จนถึงระดับบางมาก เนื้อผ้าเบรกอาจหลุดร่อนได้อย่างกะทันหัน เป็นผลให้แผ่นเหล็กสีกับจานเบรกจนเสียหาย เสียเงินเพิ่ม หรือถ้าผ้าเบรกหลุดออกจากฝักเบรก ลูกสูบปั้มเบรก และน้ำมันเบรกจะหลุดออก ที่เรียกกันว่าเบรกแตกนั้นเอง
การเปลี่ยนจานเบรก และการเจียรจานเบรก การใช้ผ้าเบรกที่มีโลหะผสมอยู่มาก ฝุ่น หิน และการปล่อยให้ผ้าเบรกหมด จะทำให้จานเบรกเป็นรอย การขับรถลุยน้ำขณะที่จานเบรกร้อน จะทำให้จานเบรกคด หรือบิดตัว ต้องทำการเจียรจาน ด้วยเครื่องมือเจียรจานเบรก ทำได้ 2 วิธี การถอดจานเบรกมาเจียรด้วยเครื่องเจียรจาน แบบนี้ต้องใช้ค่าแรงสูงและอาจต้องมีการเปลี่ยนจารบีล ูกปืนล้อใหม่ เสี่ยงต่อเศษฝุ่นผงเหล็กปะปนกับการประกอบจานเบรกคืน และการใช้เครื่องเจียรจานแบบประชิดล้อ แบบนี้ไม่ต้องเสียเวลาถอดจานเบรก และลูกปืนล้อ แต่ความเที่ยงตรงไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสภาพดุมล้อ และลูกปืนล้อ ว่าหลวมหรือคดหรือไม่ การเจียรจะทำให้จานเบรกบางลง จานเบรกที่บางจะทำให้เกิดการแตกร้าว และคดได้ง่าย ควรเปลี่ยนจานเบรกใหม่ถือเป็นการดีที่สุด

การทำความสะอาดจานเบรก ถ้ามีจารบี หรือสิ่งแปดเปื้อน ติดอยู่ที่จานเบรก ควรใช้น้ำยาล้างจานเบรกโดยเฉพาะ ไม่ควรใช้น้ำมันอื่นๆมาทำความสะอาด หรือถ้าไมมีจริงๆ ควรใช้ทินเนอร์ 100% หรือ แอลกอลฮอลบริสุทธิเท่านั้น

การตรวจสอบสายอ่อนเบรก ควรตรวจสอบเป็นประจำสม่ำเสมอ ถ้าเห็นว่ามีอาการบวม บิดคดเสียรูป ปลอกหุ้มภายนอกฉีกขาด หรือมีการเสียดสี ควรรีบเปลี่ยนทันที เพราะอาจจะเกิดการแตกได้ง่ายๆ
การล้างและเปลี่ยนชุดซ่อมเบรก เบรกที่ได้รับการใช้งานอยู่เป็นประจำ ควรได้รับการเปลี่ยนชุดซ่อม จำพวกลูกยางแม่ปั้มเบรก ลูกยางลูกสูบเบรก และยางกันฝุ่น อย่างน้อย 2 – 4 ปีครั้ง หรือถ้ามีมีการลุยน้ำ ต้องรีบตรวจเช็คทันที เพระลูกยางกันฝุ่นที่เก่าหมดสภาพ จะไม่สามารถกันน้ำและฝุ่นได้ น้ำที่ซึมผ่านเข้าไปในกระบอกเบรก และแม่ปั้มเบรก จะทำลายลูกสูบเบรกให้เกิดสนิม เป็นตามด ในกระบอกเบรก ทำให้เกิดอาการเบรกติด หรือน้ำมันเบรกรั่วซึม

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

เบรคไม่อยู่ หรือ เบรคจม

เบรคไม่อยู่ หรือ อาการเบรคจม

ในกรณีที่เครื่องมีปัญหา ไม่ว่าจะขณะจอดหรือวิ่ง เต็มที่ก็เครื่องดับและนิ่งสนิทไปไหนไม่ได้ แต่ถ้ามีปัญหาเรื่องเบรค ไม่ว่าจะด้วยจากการที่แรงดันในระบบรั่วไหลหรือจะเป็นเบรคจม ที่แรงเสียดทานไม่มากพอที่จะหยุดรถ ยิ่งกับตอนที่รถเคลื่อนที่อยู่ด้วยล่ะก็ ไม่อยากคิดเลยล่ะครับ หลายคนอาจจะเคยได้ยินอาการเบรคจมหรือเฟดกันมาบ้าง แต่พอจะทราบสาเหตุ, การป้องกันและวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของอาการดังกล่าวหรือยัง ถ้ายังล่ะก็ ตาม “นาย T” มาเลยครับ

เบรคจมหรือเบรคเฟด (Brake Fade) คือการสูญเสียประสิทธิภาพในการชะลอความเร็ว ซึ่งเกิดจากความร้อนสะสมในระบบที่สูงมาก อันเนื่องมาจากการใช้เบรคหนักๆ ต่อเนื่องนานๆ (อย่างเช่นตอนลงเขาหรือทางที่ลาดชันมากๆ), ผ้าเบรค-จานเบรคหรือน้ำมันเบรคคุณภาพต่ำ ซึ่งจะทำให้น้ำมันเบรคเดือดง่าย, ผ้าเบรคความฝืดในการสร้างแรงเสียดทานให้กับตัวจานเบรค สรุปก็คือเหยียบจนแป้นเบรคเกือบทะลุ รถก็ยังไม่หยุดไหลนั่นเองครับ แต่นอกจากองค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว พฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้ก็มีส่วนทำให้เกิดอาการเบรคเฟดได้อีกด้วยล่ะครับ

ความร้อนกับระบบเบรค เป็นอะไรที่แยกกันไม่ออก เพราะระบบเบรคนั้นอาศัยความฝืดที่เกิดจากผ้าเบรคกับตัวจาน (หรือดุมในกรณีที่เป็นดรัมเบรค) ทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความร้อนสูงๆ ที่เกิดจากการเสียดสีของผ้าเบรคกับตัวจานได้

ตรงนี้ตัวผู้ผลิตเค้าก็ได้เลือกเฟ้นชิ้นส่วนคุณภาพมาให้เราในระดับหนึ่ง สำหรับการใช้งานทั่วไปแล้ว แต่ในกรณีที่เอาไปใช้งานผิดประเภทหรือต้องเจอกับสภาวะที่ต้องเบรคอย่างหนักหน่วง อย่างแปรสภาพไปเป็นรถแข่ง (อันนี้ไม่สมควรอย่างยิ่ง),บรรทุกหนักและลงเขาหรือทางลาดชัน

พฤติกรรมแลกคงทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องหาของแต่งที่คุณภาพสูงกว่ามาเปลี่ยนแทนซะ (ถ้าคิดว่าจะเอาดีทางนี้อ่ะนะ) ส่วนการบรรทุกหนักหรือกับเส้นทางที่ต้องลงทาง ลาดชันยาวๆ นั้น อาจจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่กันซักหน่อย (ต้องพึ่ง Engine Brake ด้วย) อย่างการบรรทุกหนักเนี่ย เบรคหน้าต้องรับภาระหนักกว่าเดิมอยู่แล้วครับ เพราะเวลาที่เบรคน้ำหนักจะถ่ายเทมายังล้อคู่หน้าเสมอ ยิ่งขับเร็วก็ยิ่งต้องเบรคหนักกว่าปกติ ซึ่งนั่นหมายถึงการที่เบรคจะต้องรับภาระอันหนักอึ้งตามไปด้วย เพราะฉะนั้นหากต้องบรรทุกหนัก ก็ควรจะใช้ความเร็วพอประมาณ ไม่ใช่ขับระห่ำจนประสิทธิภาพของเบรคเอาไม่อยู่นะครับ

กับการขับรถลงเขาหรือทางลาดที่มีระยะทางค่อนข้างยาว แล้วใช้เบรคอย่างเดียวนั้นไม่ถูกนะครับ เพราะนั่นหมายถึงการโยนภาระให้กับระบบเบรคเพียงอย่างเดียว ลองนึกภาพตามนะครับว่าบนถนนที่ลาดชันเนี่ย น้ำหนักมันก็จะถ่ายเทไปที่ล้อคู่หน้ามากกว่าบนพื้นราบอยู่แล้ว ทีนี้เมื่อเราเบรคน้ำหนักก็จะยิ่งถ่ายเทไปยังที่ล้อค

หน้าเยอะตามไปด้วย แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เบรคจมยังไงไหวล่ะครับ ดังนั้นเราจึงควรที่จะใช้ตัวช่วยอย่าง Engine Brake ร่วมด้วย ในกรณีที่เป็นเกียร์ธรรมดาก็ง่ายหน่อย เพราะสามารถเปลี่ยนไปใช้เกียร์ 1, 2 หรือ 3 ได้ทันที (ต้องพิจารณาจากความเร็วกับรอบเครื่องเป็นสำคัญ)

ส่วนเกียร์อัตโนมัตินั้นก็ต้องย้ายตำแหน่งคันเกียร์ไปอยู่ที่ L (Low), 1 หรือ 2 แทน และที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือแวะพักเป็นระยะๆ เพื่อให้ชิ้นส่วนต่างๆ ของระบบเบรคได้คลายความ ร้อนที่สะสมบ้างนั่นเองครับ แต่หากต้องเผชิญกับการใช้งานดังกล่าวบ่อยๆ “นาย T” ว่าควรจะอัพเกรดชิ้นส่วนต่างๆ ควบคู่ไปด้วยเลยก็ดีครับ อย่างผ้าเบรคทนอุณหภูมิสูงกับน้ำมันเบรค DOT 4 หรือ 5 ก็พอที่จะช่วยป้องกันอาการเบรคจมได้เช่นกันครับ และที่สำคัญคือปรับพฤติกรรมการชะลอและลดความเร็วซักนิดก็ดีครับ เพราะเบรคมีไว้เพื่อลดความเร็วเมื่อต้องการจะหยุดรถ ไม่ใช่ลงทางลาดแล้วหวังพึ่งแต่เบรคอย่างเดียวก็ไม่ได้นะครับ

“นาย T” เคยคุยกับคนขับรถตู้ (รับจ้าง) ซึ่งเคยพาลูกค้าไปทัวร์ภาคเหนือ ซึ่งต้องบรรทุกผู้โดยสารเต็มคันขึ้น-ลงดอยที่ระยะทางก็ไม่ใช่ใกล้ๆ ตอนขึ้นนะไม่เท่าไหร่ เพราะเครื่องยนต์มีกำลังพอ แต่ตอนลงนี่ซิ พี่เค้าเล่นให้ฟังแบบหวาดเสียวว่าบางจังหวะมีอาการเบรคเกือบไม่อยู่ด้วย ดีที่พี่เค้ายังจอดพักให้ผ้าเบรค, จานเบรคกับน้ำมันเบรคได้คลายความร้อนบ้าง ฟังแล้วหวั่นๆ แทนผู้โดยสารเลยอ่ะครับ ก็อย่างที่ “นาย T” บอกนั่นแหละครับ ว่าถ้าเครื่องมีปัญหา เต็มที่ก็จอด แต่ถ้าเบรคมีปัญหาแล้วจะไปเอาอะไรมาลดความเร็วล่ะครับ พี่น้อง ?

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

อาการบ่งบอกว่าหัวเพลาเริ่มหมดสภาพ

Tip & Technique ในครั้งก่อน “นาย T” ได้พูดถึงขั้นตอนในการตรวจเช็คยางหุ้มเพลากันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนครั้งนี้ก็จะเป็นเหมือนเหตุการณ์ต่อเนื่อง จากการที่ปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจดูแลยางหุ้มเพลา หรือไม่ก็มาจากอายุการใช้งานที่ยาวนานจนชิ้นส่วนต่างๆ เริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ยิ่งกับคนที่กระแทกคันเร่งแบบไม่บันยะบันยัง โดยเฉพาะตอนออกตัวหรือเลี้ยวเนี่ย ไปเร็วนักแล
ด้วย ข้อดีของการย้ายระบบขับเคลื่อนทั้งหลายแหล่มาไว้ด้านหน้ารถ ทำให้ไม่ถูกเบียดเบียนจากเสื้อเกียร์, เพลากลางหรือเฟืองท้ายรถเหมือนอย่างรถขับเคลื่อนล้อหลังนั่นเองล่ะครับ เลยทำให้รถยนต์นั่งในบ้านเราส่วนใหญ่ (ไล่ตั้งแต่ไซส์เล็ก/กลาง/ใหญ่) ต่างก็เป็นรถแบบขับเคลื่อนล้อหน้าเกือบทั้งนั้น ทำให้เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดูแลเพลาคู่หน้าเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดแรงม้า-แรงบิดโดยตรง ทั้งยังต้อง จริงอยู่ที่ว่าอาการของหัวเพลาเสื่อมสภาพนั้น ไม่ถึงกับทำให้ไปไหนมาไหนไม่ได้ แต่จะออกแนวสร้างความรำคาญทางโสตประสาทเสียมากกว่า เพราะมันจะมาพร้อมกับเสียงที่น่ารำคาญยิ่ง และถ้ารถคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้ล่ะก็ คงได้หาเพลาขับใหม่มาใส่ในไม่ช้า เริ่มจาก
เลี้ยว แล้วมีเสียง ในกรณีที่เลี้ยวแล้วมีเสียงดังมาจากช่วงล่าง (ขับทางตรงไม่เป็น) ละก็ พอรถวิ่งตรงก็เงียบหาย สันนิษฐานได้เลยครับว่าอาจจะมาจากหัวเพลาขับเสื่อมสภาพ แนะนำให้เข้าอู่หรือศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คสภาพหัวเพลาได้เลยครับ แต่ถ้ามีเสียงตลอด ไม่ว่าจะตรงหรือเลี้ยวอันนั้นน่าจะมาจากบู๊ชยางต่างๆ เสื่อมสภาพครับ
ตรวจ เช็คจากสภาพของยางหุ้มเพลา ทั้งนี้ก็เพราะว่าหากยางหุ้มเพลาเสื่อมสภาพ (แล้วปล่อยทิ้งไว้) โอกาสที่สิ่งสกปรกจะเข้าคลุกวงในจนหัวเพลาเสื่อมสภาพนั้นก็ง่ายดายยิ่ง และเมื่อฝุ่นหรือคราบสกปรกเข้าไปแล้ว สิ่งที่จะพรั่งพรูออกจากหัวเพลาก็คือจาระบี ที่ทำหน้าที่หล่อลื่นและลดแรงเสียดทานให้กับชิ้นส่วนโลหะต่างๆ ภายในหัวเพลา ลองคิดสภาพตามนะครับว่าเมื่อไม่มีจาระบี (หรือมีแต่น้อย) การกระทบกระทั่งของชิ้นส่วนต่างๆ จะเป็นเช่นไร ?
-พวง มาลัยหนักกว่าปกติ ในขณะที่คุณขับรถทางตรงยาวๆ ปัญหาจากหัวเพลาจะไม่มีผลใดๆ ต่อการบังคับควบคุม จวบจนกระทั่งต้องหักเลี้ยวเพื่อเปลี่ยนทิศทางนั่นแหละ หัวเพลาที่มีปัญหาจะส่งสัญญาณให้คุณทราบในทันทีว่าถึงเวลาต้องเช็คช่วงล่าง กันแล้ว โดยพวงมาลัยจะแน่นๆ และหนักผิดปกติ ลักษณะจะคล้ายๆ กำลังวิ่งอยู่บนพื้นถนนที่ขรุขระ (ในขณะที่พื้นถนนราบเรียบนะครับ) ซึ่งหากประสบกับปัญหาดังกล่าว อาจเป็นไปได้ว่าจาระบีภายในหัวเพลาเล็ดรอดออกจนหมดนั่นเองครับ
จริงๆ แล้วไม่ว่าจะหัวเพลาหรือชิ้นส่วนใดๆ ต่างก็ต้องอาศัยการสังเกตุอาการผิดปกติทั้งนั้นแหละครับ เพราะไม่ว่าจะระบบใดๆ หากมีชิ้นส่วนที่เสื่อมสภาพจนไม่สามารถปฏิบัติงานได้ล่ะก็ อาการมันจะผิดแปลกไปจากปกติทันที ดังนั้นหากรู้สึกว่าการทำงานหรือการตอบสนองของรถผิดแปลกไปจากเดิมล่ะก็ รีบตรวจเช็คไว้ก่อนก็จะเป็นการดีครับ เพราะบางชิ้นค่าตัวไม่เท่าไหร่ แต่หากปล่อยเลยตามเลยล่ะก็ บางทีจ่ายกันอานแบบไม่รู้ตัวทีเดียวครับ